เริ่มต้นได้ดี! ใบสน มณีก้อน เชือด มวยสาวรัสเซีย ศึกกำปั้น อลป.

ใบสน มณีก้อน ประเดิมชัยให้กับเสื้อกล้ามไทย ผ่านเข้ารอบ 16 คน เจอมือ2 ของศึกมวยสากล กีฬาโอลิมปิกเกมส์ ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

การแข่งขันมวยสากลหญิง กีฬาโอลิมปิกเกมส์ “โตเกียว 2020” ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เป็นการชกในรอบ 32 คน รุ่น 69 กก.”น้องครีม” ใบสน มณีก้อน หรือ มังกรขาว ผลไม้ปลากัด สาวกาฬสินธุ์ วัย 18 ปี ผ่านการชกมวยไทยมาโชกโชน หันมาชกมวยสากลเพียง 2 ปี ตีตั๋วไปแข่งขันโอลิมปิคได้สำเร็จ พบกับ ซาดัท ดาลกาโคว่า นักมวยจากรัสเซีย

ซึ่งเกมการชกในช่วงต้น “ใบสน” อาศัยรูปร่างช่วงชกที่ได้เปรียบ ออกหมัดได้เข้าเป้าชัดเจนกว่า แต่ทว่าในช่วงปลายนั้น “ใบสน” มาออกอาการแผ่ว ทำให้นักชกรัสเซีย เร่งตีตื้นขึ้นมา แต่กำปั้นไทยก็มีตอบโต้ปะปราย ครบยกกรรมการชูมือให้ใบสน ชนะคะแนน นักชกรัสเซียไปแบบไม่เอกฉันท์ 4-1 (30-27,30-27,29-28,28-29 และ 29-28)

สำหรับ ”น้องครีม” ใบสน มณีก้อน ผ่านเข้ารอบต่อไปพบกับ กู ฮอง นักมวยสกล จากประเทศจีน ซึ่งเป็นมือวาง อันดับ 2 ของรายการ โดยจะทำการแข่งขันในวันที่ 27 ก.ค.นี้ แฟนกีฬาชาวไทยอย่างลืมติดตามเชียร์และให้กำลังใจนักชกสาวไทย และนักกีฬาทีมชาติไทยคนอื่นๆ ในการแข่งขัน “โตเกียว 2020” ด้วย

Read More

“สมรักษ์ คำสิงห์” นักกีฬาไทยคนแรกคว้าทองอลป.

     “สมรักษ์ คำสิงห์” ได้จารึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ของวงการกีฬาไทย เป็นนักกีฬาคนแรกที่คว้าเหรียญทอง ถือเป็นอีกวันที่แฟนกีฬาไทยมีความสุขทั้งประเทศ เมื่อ 25 ปีก่อนภาพถ่ายทอดสดการแข่งขันเชื่อคงอยู่ในความทรงจำของชาวไทย วันประศาสตร์ “เหรียญทองแรก” ในกีฬาโอลิมปิกของนักกีฬาไทย

หลังจากรอคอยมานานถึง 44 ปี โดยวันที่ 4 สิงหาคม 2539 ถือเป็นวันที่วงการกีฬาไทยต้องจำจดเมื่อเอาชนะ เทดา ฟิม โทโดรอฟ จากบัลแกเรีย 8-5 ในรอบชิงชนะเลิศ ในรุ่นเฟเธอร์เวต  จากนั้น สมรักษ์ ยังสามารถผ่านการคัดเลือกไปร่วมแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ได้อีกถึง 2 ครั้ง คือ โอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 27 ที่นครซิดนี่ย์ ประเทศออสเตรเลีย ในปี 2543 แต่ตกรอบสาม

และต่อมาในโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 28 ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ในปี 2547 แต่ด้วยสภาพร่างกายที่โรยราจึงตกรอบแรก และแขวนนวมโดยเด็ดขาดหลังจบ “เอเธนส์ 2004”

“สมรักษ์ คำสิงห์” ถือเป็นนักกีฬาไทยคนแรกที่เข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ถึง 4 ครั้งติดต่อกันหลังจากรอคอยมานานถึง 44 ปี โดยวันที่ 4 สิงหาคม 2539 ถือเป็นวันที่วงการกีฬาไทยต้องจำจดเมื่อเอาชนะ เทดา ฟิม โทโดรอฟ จากบัลแกเรีย 8-5 ในรอบชิงชนะเลิศ ในรุ่นเฟเธอร์เวต

จากนั้น สมรักษ์ ยังสามารถผ่านการคัดเลือกไปร่วมแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ได้อีกถึง 2 ครั้ง คือ โอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 27 ที่นครซิดนี่ย์ ประเทศออสเตรเลีย ในปี 2543 แต่ตกรอบสาม และต่อมาในโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 28 ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ในปี 2547 แต่ด้วยสภาพร่างกายที่โรยราจึงตกรอบแรก และแขวนนวมโดยเด็ดขาดหลังจบ “เอเธนส์2004”

“บาส” สมรักษ์ คำสิงห์ เกิด วันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2516 เป็นชาวจังหวัดขอนแก่น เป็นบุตรของนายสุรัตน์ และนางประยูร คำสิงห์ นับเป็นนักมวยฝีมือดีหาตัวจับยากคนหนึ่ง ขึ้นชกมวยไทยในชื่อ “พิมพ์อรัญเล็ก ศิษย์อรัญ”  ต่อมาหันมาเอาดีทางมวยสากลสมัครเล่น และติดทีมชาติไทยไปร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์หนแรกในปี 2535 ในโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 25 ที่บาร์เซโลน่า ประเทศสเปน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ตกรอบแรก  แต่ไม่ท้อกำปั้นเมืองหมอแคนสู้ต่อ และอีก 4 ปีต่อมา สมรักษ์ ผ่านการคัดเลือกไปแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ได้อีก ในโอลิมปิกครั้งที่ 26 ที่แอตแลนต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ปี 2539

Read More

“สามเอ” พร้อมซัด “พระจันทร์ฉาย” ป้องแชมป์โลก ONE มวยไทย ศึก ONE: BATTLEGROUND

วัน แชมเปียนชิพ เปิดศึกผ่าวิกฤติโควิด-19 ลั่นกลองรบเสียงดังครั้งยิ่งใหญ่รับกลางปีในชื่อศึก ONE: BATTLEGROUND ประกบคู่เอกสุดสะเทือนเลื่อนลั่น เจ้าของแชมป์โลก ONE สองรุ่น “สามเอ ไก่ย่างห้าดาว” ป้องกันตำแหน่งแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นสตรอว์เวตกับนักมวยน้องใหม่ “พระจันทร์ฉาย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม” ยิงสดจากสิงคโปร์ อินดอร์ สเตเดียม วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม 2564 เวลา 19.30 น.

คู่เอกของรายการ เจ้าตำนานมวยไทย สามเอ เตรียมป้องกันแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต เป็นครั้งที่สองหลังจากที่ครองบัลลังก์ไว้อย่างเหนียวแน่น นับตั้งแต่คาดเข็มขัดเส้นนี้เป็นคนแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และป้องกันตำแหน่งครั้งแรกชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเมื่อเดือนตุลาคมปีเดียวกัน

ครั้งนี้ สามเอ ต้องเปิดศึกสายเลือดกับนักมวยรุ่นน้องที่ได้รับการยกย่องว่ามีฝีไม้ลายมือเทียบเท่ายอดมวยแห่งยุคอย่าง พระจันทร์ฉาย ผู้อาจหาญท้าทายอำนาจ เพื่อพิสูจน์ว่าเขาคือเจ้าตำนานที่คู่ควรจะครองบัลลังก์นี้ต่อไป

นอกจากนี้ยังเป็นการหวนคืนสังเวียนครั้งแรกในรอบปีของคิกบ็อกซิ่งชาวไทยชื่อดังระดับโลก “สิทธิชัย ศิษย์สองพี่น้อง” โดยถูกจับประกบกับ “ไทฟุน ออสแคน” คิกบ็อกเซอร์ตัวท็อปชาวตุรกี โดย สิทธิชัย หวังจะกลับมากู้ศรัทธาคืนหลังเปิดตัวไม่สวยงามในครั้งแรกที่พ่ายให้กับ “ซุปเปอร์บอน” ในปีที่ผ่านมา

ไม่หมดเพียงเท่านี้ ยังร่วมด้วยการกลับมาของฮีโร่เมียนมา “The Burmese Python” ออง ลา เอ็น ซาง ที่พร้อมทุ่มหมดหน้าตักเพื่อคว้าโอกาสไต่อันดับกลับขึ้นสู่บัลลังก์แชมป์โลก รุ่นมิดเดิลเวต อีกครั้ง โดยจะปะทะกับนักสู้จอมแกร่งจากแดนแซมบ้า “ลีอันโดร อาตาอิส” เป็นคู่รองของรายการ พร้อมด้วยเหล่านักกีฬายอดฝีมืออีกคับคั่ง รับประกันความมันต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

โปรแกรมศึก ONE: BATTLEGROUND
คู่เอก  สามเอ ไก่ย่างห้าดาว vs พระจันทร์ฉาย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม (ชิงแชมป์โลกมวยไทย รุ่นสตรอว์เวต )
คู่รอง ออง ลา เอ็น ซาง vs ลีอันโดร อาตาอิส (การต่อสู้แบบผสมผสาน รุ่นมิดเดิลเวต)
สิทธิชัย ศิษย์สองพี่น้อง vs ไทฟุน ออสแคน  (คิกบ็อกซิ่ง รุ่นเฟเธอร์เวต)
ริตู โฟกาต vs หลิน เฮอจิน (การต่อสู้แบบผสมผสาน รุ่นอะตอมเวต)
เฉิน เร่ย vs เจเรมี ปาคาทิว (การต่อสู้แบบผสมผสาน รุ่นแบนตัมเวต)
วิกตอเรีย ลี vs หวัง ลู ปิง (การต่อสู้แบบผสมผสาน รุ่นอะตอมเวต)

ในขณะที่ ONE: BATTLEGROUND II เป็นการประกบคู่เอกระหว่างเอดูอาร์ด โฟลายัง อดีตแชมป์โลก ONE รุ่นไลต์เวต และจาง หลีเผิง ดาวเด่นนักศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสานจากแดนมังกร ที่จะประเดิมสนามบนสังเวียน ONE ส่วนคู่รอง อเล็กซ์ ซิลวา อดีตแชมป์โลก ONE รุ่นสตรอว์เวต และรั้งอันดับ 5 ของแรงกิงในรุ่นนี้ พบกับ เหมียว หลี เทา จากจีน ออกอากาศในวันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม 2564 นี้

ส่วน ONE: BATTLEGROUND III ระเบิดศึกด้วยการแข่งขันมวยไทยรุ่นแบนตัมเวตระหว่างผู้ท้าชิงอันดับ 1 ในแรงกิง เสมาเพชร แฟร์เท็กซ์ ดวลกับ ตะวันฉาย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม ผู้ท้าชิงอันดับ 4 ส่วนคู่รองของรายการ เดชดำรงค์ ส.อำนวยศิริโชค อดีตแชมป์โลก ONE รุ่นสตรอว์เวต พบกับ บันหม่า ตั๋วจี๋ จากจีน โดยมีกำหนดออกอากาศวันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม 2564 นี้

รับชมได้ทาง : ONE Super App 19.30 น. / YouTube ของ ONE Championship 19.30 น. / AIS Play 19.30 น. / ไทยรัฐทีวี ช่อง 32, 21.30 น.

Read More

จบเพียงยกแรก! “แม็คเกรเกอร์” สุดช้ำขาหักโดน “พัวริเยร์” ย้ำแค้นอีกหน (ภาพ)

ศึกศิลปะการต่อสู้ MMA รายการ UFC 264 คู่เอกของรายการรุ่นไลท์เวท คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ นักสู้ชาวไอริช ขึ้นสังเวียนรีแมตช์หนสามกับ ดัสติน พัวริเยร์ คู่ปรับเก่าชาวอเมริกัน ที่สังเวียน ที-โมบาย อารีน่า, ลาส เวกัส, สหรัฐฯ เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

โดยคู่นี้เคยเจอกันมาสองครั้งก่อนหน้านี้ ผลัดกันแพ้ชนะมาคนละครั้ง โดยหนแรก “เกรียนไอริช” เป็นฝ่ายเอาชนะน็อกในศึก UFC 178 เมื่อปี 2014 ส่วนหนล่าสุดกันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ดัสติน พัวริเยร์ เป็นฝ่ายเอาชนะทีเคโอไปได้ในยกที่ 2 ล้างแค้นคืนได้สำเร็จ

ไฟต์นี้เปิดฉากมายกแรก คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ เดินปรี่ลุยใส่ตามสไตล์เน้นใช้ลูกเตะหนักๆ เล่นงาน ขณะที่ ดัสติน พัวริเยร์ เน้นการ์ดแน่นออกหมัดตอบโต้เป็นระยะ ช่วงกลางยก นักสู้ชาวไอริช ล็อกคอของ พัวริเยร์ ลงไปนอนกับพื้นแต่ก็เผด็จศึกไม่สำเร็จปล่อยหลุดออกมาได้

ซึ่งในช่วงที่ทั้งคู่ลุกขึ้นมายืนสู้กันอีกครั้งปรากฎว่า คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ ทิ้งขายืนผิดจังหวะทำให้ขาหักทรุดตัวลงไปนั่งก่อนโดน ดัสติน พัวริเยร์ ฉวยโอกาสตามลงไปทิ้งหมัดเป็นชุดจนระฆังหมดยกดังขึ้น

อย่างไรก็ตาม แพทย์สนามได้ขึ้นมาดูอาการของ นักสู้ชาวไอริช ก่อนตัดสินใจยุติการชกไปเพียงแค่ยกแรก เนื่องจากตัวของ แม็คเกรเกอร์ ไม่อยู่ในสภาพพร้อมชกหลังกระดูกหน้าแข้งหักมีอาการบวมปูดทำให้ต้องเป็นฝ่ายแพ้ไป

Read More

ขอแชมป์คืน! “มาร์ติน เหงียน” ลั่นขอโอกาสเปิดศึกสายเลือดล้างตา “ธานฮ์ เล”

“The Situ-Asian” มาร์ติน เหงียน นักสู้ชาวเวียดนาม-ออสเตรเลีย หลังจากถูกโค่นบัลลังก์แชมป์โลก ONE รุ่นเฟเธอร์เวต ไปอย่างบอบช้ำ เขากลับมาอีกครั้งพร้อมความฮึกเหิมเต็มร้อย ประกาศเปิดศึกสายเลือดเพื่อล้างตากับอริเก่า “ธานฮ์ เล” ชาวเวียดนาม-อเมริกัน หวังทวงคืนศักดิ์ศรีแชมป์โลก

มาร์ติน เคยสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) รายแรกที่ครองแชมป์โลก ONE สองรุ่น (เฟเธอร์เวต/ไลต์เวต) ใน วัน แชมเปียนชิพ ต่อมาเขาสละบัลลังก์ รุ่นไลต์เวต เพื่อสู้ในรุ่นเฟเธอร์เวตเพียงอย่างเดียว โดยหลังจากที่สามารถป้องแชมป์ได้ถึง 3 ครั้ง เขากลับต้องพลาดพลั้งให้กับ “ธานฮ์ เล” โดยถูกน็อกหมดสภาพแบบไม่คาดคิดความพ่ายแพ้ในครั้งนั้นทำให้ มาร์ติน เสียใจอย่างหนัก โดยเขากลับไปเก็บตัวและบินลัดฟ้าไปยังสหรัฐอมเริกาเพื่อพัฒนาฝีมือ โดยมุ่งหวังว่าจะได้กลับคืนสังเวียนและคว้าสิทธิ์ขึ้นไปท้าชิงแชมป์โลกกลับคืนมาจากอริเก่าในตอนนี้เพื่อกู้ศรัทธาในตัวเองและศักดิ์ศรีแชมป์โลกกลับมาโดยเร็ว
“ผมคิดว่าผมสมควรได้รับสิทธิ์รีแมตช์ท้าชิงเดี๋ยวนี้ ในฐานะที่ผมครองแชมป์อยู่ถึงสามปี สำหรับผม การรีแมตช์กับ ธานฮ์ เป็นเรื่องของการทวงคืนศักดิ์ศรี ถ้าเขารู้สึกว่าสามารถทำผลงานได้ดีกว่า แต่ผมว่าผมทำได้ดีกว่าเขาแน่”

Read More

พร้อมตะบัน! “ปราชนิโอ” ลั่นทำการบ้านมาอย่างดีก่อนบู๊ “วิลลานูเอวา” ศึก UFC อาทิตย์นี้

มาร์ซิน ปราชนิโอ นักสู้จอมระห่ำชาวโปแลนด์ แสดงความเชื่อมั่นว่าการทำการบ้านอย่างหนัก และการปรับเปลี่ยนการฝึกซ้อม จะทำให้ตนสามารถเก็บชัยชนะเหนือ อิซัค วิลลานูเอวา คู่ต่อกรชาวอเมริกัน ในพิกัดรุ่นไลต์เฮฟวีเวตของศึก UFC FIGHT NIGHT : Gane VS Volkov ในวันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน นี้ ณ APEX ARENA ลาส เวกัส สหรัฐอเมริกา

นักสู้เลือดโปลวัย 32 ปี ฟอร์มช่วงหลังไม่ดีนัก แพ้น็อกมา 3 ไฟต์รวด ก่อนจะมาคืนฟอร์มด้วยการชนะคะแนน คาลิล โรอันตรี ไปได้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดย ปราชนิโอ ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมก่อนประจัญหน้ากับ วิลลานูเอวา ว่า

“การเก็บตัวฝึกซ้อมของผมในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นไปด้วยดี มีเพียงแค่สถานการณ์ที่ยิมปิดเท่านั้นที่เป็นปัญหากับเรา แต่เราก็มีการปรับเปลี่ยนการฝึกซ้อม รวมไปถึงสถานที่ และคู่ซ้อมอยู่เสมอ ตอนนี้ผมรู้สึกดีมาก สภาพร่างกายของผมนั้นยอดเยี่ยม และตอนนี้ผมคิดว่าผมเตรียมตัวดีมากกว่าการต่อสู้ครั้งล่าสุดของผมอย่างแน่นอน”

“ผมเน้นการฝึกการออกอาวุธมากขึ้น เพราะ อิซัค เป็นคู่แข่งสไตล์นักมวยและถนัดการยืนสู้ ผมรู้ว่าผมจะต้องทำการบ้านเรื่องการป้องกัน ตอนนี้ผมไม่ได้สนใจใครทั้งนั้น”

“ผมคิดว่ามันจะเป็นการแลกอาวุธในท่ายืนสู้ ผมไม่คิดว่าเขาจะใช้แผนการต่อสู้ในท่านอน เช่นเดียวกับผม ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ดีกว่าจะได้รับชัยชนะ”

นอกจากนี้ ปราชนิโอ ยังกล่าวถึงโอกาสการขึ้นท้าชิงแชมป์โลกของตัวเองในอนาคต ว่า

“เส้นทางการท้าชิงแชมป์ของผม ผมคิดว่ามันอาจจะอีกไม่กี่ไฟต์ข้างหน้า แต่ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นเท่าไหร่ ผมโฟกัสแต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเท่านั้น ผมจะมีสมาธิกับการต่อสู้ที่จะถึงนี้ อันดับแรกผมต้องชนะ อิซัค ให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากไฟต์นี้”

สำหรับรายการต่อไปของศึก UFC จะเป็นการต่อสู้ในรายการ UFC FIGHT NIGHT : Gane VS Volkov โดยคู่เอกของรายการเป็นการต่อสู้รุ่นเฮฟวีเวต ระหว่าง ซีริล เกน จอมเทคนิคชาวฝรั่งเศส พบกับ อเล็กซานเดอร์ โวลคอฟ คู่ต่อกรชาวรัสเซีย ในวันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน นี้ ณ APEX ARENA ลาส เวกัส สหรัฐอเมริกา

Read More

#มุนเกีย เก็บ เซเรเมต้า ยก 6 ไปต่อ

รายการ Golden Boy Boxingคู่เอก รุ่นมิดเดิ้ลเวธ กำหนดชก 12 ยกJaime Munguia (36-0, 29 KO) vs. Kamil Szeremeta

ไฟต์นี้เดิมที Munguia อดีตแชมป์โลกรุ่นไลท์มิดเดิ้ลเวธจะต้องขึ้นชกกับอดีตผู้ท้าชิงชาวโปแลนด์อย่าง Maciej Sulecki (29-2, 11 KO) แต่ว่าจู่ๆ Sulecki กลับถอนตัวออกไปแบบไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ Szeremeta ที่เพิ่งแพ้น็อคให้ Gennady Golovkin ไปเมื่อเดือนธันวาได้มาเสียบแทนโดยมีเวลาเตรียมตัวราวๆ 2 สัปดาห์
รูปเกมเป็นทั้งคู่ดูเชิงกันด้วยหมัดแย็บไปเรื่อยๆ โดย Szeremeta ถือว่าชกได้ดี แต่หมัดไม่มีน้ำหนักเลย ไม่ว่าจะชกแรงแค่ไหน Munguia ก็ไม่มีสะทกสะท้าน ทำให้ตัว Munguia เริ่มได้ใจ เร่งเครื่องขึ้นในยกที่สอง รัวบนรัวล่างใส่ Szeremeta อย่างหนักหน่วง ทว่า Szeremeta ก็ไม่ยอมน้อยหน้าเหมือนกัน ตัดสินใจยืนแลกหมัดกับ Munguia ไปเลย ซึ่งแน่นอนครับว่าพลาดมากๆ เพราะเห็นได้ชัดเลยว่าหมัดของ Munguia หนักและรุนแรงกว่าเยอะ

ความซ่าของ Szeremeta ทำเอาเจ้าตัวถึงกับแก๊สหมดถังในยกที่ห้า รับหมัดชุดของ Munguia ข้างเดียวจนออกอาการร่อแร่ พลังหมัดของตัวเองที่เบาอยู่แล้วก็ยิ่งเบาลงไปอีก ไม่เหลืออะไรให้ป้องกันตัวหรือพลิกเกมอีกต่อไป ยิ่งยกหกนี่คือกลายเป็นกระสอบทรายให้ Munguia ล่อเป้าไปเลยหลังจบยกหก พี่เลี้ยงของ Szeremeta ถึงกับท้อ ตัดสินใจขอยอมแพ้แต่โดยดีสรุปผลทางการ Munguia ชนะ RTD ไปได้ในยกที่หก

Read More

นีล ลายเฟอร์ ช่างกล้องผู้อยู่เบื้องหลังภาพถ่ายกีฬาดีที่สุดในรอบ 100 ปี

มูฮัมหมัด อาลี กำลังยืนคร่อมใครสักคนที่นอนหมดสภาพอยู่บนเวที ปากของเขากำลังคำรามด้วยความสะใจ รูปนี้ถือเป็นรูปที่มีคนจดจำได้มากที่สุดในวงการกีฬา และถูกยกย่องให้เป็นภาพถ่ายเกี่ยวกับกีฬาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์  

องค์ประกอบภาพที่ครบถ้วน อารมณ์ของภาพที่สื่อออกมาได้ชัดเจนจนไม่ต้องแปลความหลายรอบนี่ไม่ใช่การจัดฉาก มันเป็นการชกกันจริง ๆ ในไฟต์ชิงแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวตระหว่าง อาลี กับ ซอนนี่ ลิสตัน ภาพที่ใช้เวลาแค่ 0.1 วินาทีในการลั่นชัตเตอร์ ที่มีเบื้องหลังจากการทำงานหนักของช่างภาพคนหนึ่งผู้บันทึกวินาทีประวัติศาสตร์นั้นได้  ที่มาและที่ไปของภาพใบนี้เป็นเช่นไร

ขณะที่ มูฮัมหมัด อาลี ณ เวลานั้นยังใช้ชื่อเดิมคือ แคสเซียส เคลย์ นักมวยดาวรุ่งพุ่งกระฉูด ขึ้นชกอาชีพไฟต์แรกเมื่อปี 1960 หลังคว้าเหรียญทองโอลิมปิก และไม่เคยแพ้ใครเลยมาตลอด 4 ปี เก็บคู่แข่งเรียบด้วยการน็อคเอาต์ถึง 75% (ชก 20 ไฟต์ ชนะ 20 ไฟต์, น็อคเอาต์ 17 ครั้ง) ทุกอย่างดีหมด ติดอย่างเดียว … ไม่มีแชมป์โลกคาดที่เอวเหมือนกับ ลิสตันในขณะที่ทั้งโลกเริ่มสงสัย ถ้า 2 คนนี้มาเจอกันใครจะเป็นผู้ชนะ ศึกสดบดเก๋าครั้งนี้ มีแฟนมวยเรียกร้องมาอย่างยาวนาน มันเปรียบได้กับการเจอกันของคลื่นสองลูก หมัดเก๋าเจ้าสังเวียนอย่าง ลิสตัน ปะทะกับ ดาวดวงใหม่ใส่ไม่ยั้งอย่าง เคลย์ นั่นเอง สิ่งที่ทำให้ไฟต์นั้นมันสนุกและเป็นไฟต์ที่แฟนมวยรอคอย คือ เคลย์ ดันเป็นนักมวยที่ปากดีสุดขีด ไร้ซึ่งสัมมาคารวะ ไม่มีการเคารพแชมป์เก่าใด ๆ ทั้งสิ้น เขามั่นใจมากว่า ลิสตัน จะต้องจมดินถ้าเจอกับมวยสมัยใหม่อย่างเขา นั่นทำให้ เคลย์ พูดจายั่วยุ ลิสตัน เสมอ “แชมป์โลกอะไรหน้าทุเรศแบบนั้น ถ้าหล่ออย่างผมล่ะว่าไปอย่าง” อาลี ว่าเช่นนั้น ก่อนจะต่อด้วยการยั่วยุอีกไม่รู้จบ “ไอ้ลิสตันนี่มันอย่างกับหมีอัปลักษณ์ มันมีดีแค่ตัวใหญ่อย่างเดียว ไม่มีฝีมือห่าอะไรหรอก พูดจาเท่ ๆ ก็ไม่เป็น ให้ขึ้นชกก็ไม่ได้เรื่อง ผมว่ามันควรไปเข้าคอร์สเรียนการสนทนาใหม่ แล้วก็ไปหายิมดี ๆ ฝึกฝีมือให้มากกว่านี้หน่อย รับรองเถอะถ้าได้ชกกับผม ไอ้หมอนี่มันจะต้องรู้ซึ้งเลยว่าสิ่งที่มันเคยรู้มาคือบทเรียนที่มั่วซั่วที่สุด

ส่วน ลิสตัน ไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก แชมป์อย่างเขาเก่งจริงไม่ได้ยกเมฆ มวยบุกขวัญใจคนดู และมักใช้หมัดตอบแทนการแทรชทอล์คเสมอ ซึ่งก่อนไฟต์นั้นจะเริ่มขึ้น เขาบอกกับ เคลย์ ผ่านสื่อเพียงประโยคสั้น ๆ ว่า “ไอ้เด็กน้อยคนนี้คือผู้ถือเงินล้านมามอบให้ผม สิ่งเดียวที่ผมภาวนา คือขอให้เขาอย่าเป็นอะไรไปเสียก่อนที่วันชกจะมาถึง” ลิสตัน ตอบกลับแบบแชมเปี้ยนขณะที่สื่อต่าง ๆ คาดการณ์กันว่า ลิสตัน ที่ป้องกันแชมป์โลกมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง คว่ำคนดังและโคตรมวยเฮฟวี่เวตในยุค 60s อีก 1 คนอย่าง ฟลอยด์ แพทเทอร์สัน มาอีก 2 หน จะสามารถน็อกเอาต์ แคสเซียส เคลย์ ได้ภายในเวลาไม่เกิน 3 ยก … “หากใครในโลกนี้บอกว่า ไมค์ ไทสัน มีดวงตาของนักฆ่า ผมอยากจะบอกว่า ซอนนี่ ลิสตัน คือยิ่งกว่านั้น เขามีสายตาที่ดุร้ายและทำให้คุณรู้สึกว่าชายคนนี้ไร้ซึ่งจุดอ่อน … ผมไม่สนว่าคุณจะเก่งมาจากไหน แต่ถ้าคุณอยู่ต่อหน้า ลิสตัน และถูกเขาจ้องด้วยสายตานั้น รับรอง ตัวคุณจะหดจิ๋วเหลือแค่ 2 ฟุตชัวร์ป๊าด” นี่คือสิ่งที่ แฮโรลด์ คอนราด โปโมเตอร์ในยุคที่ ไมค์ ไทสัน กำลังดังในช่วงปลายยุค 80s ว่าถึงความโหดของ ลิสตัน … นั่นแหละที่ทำให้ไฟต์นี้มันน่าดูหมอนี่เก่งเกินไปอย่างไรก็ตามการเจอกันในปี 1964 เคลย์ ได้แสดงตัวตนของเขาชัดเจนมากเมื่อเหยียบเวที “ข้าไม่ได้เก่งแต่ปาก แต่ข้าจะฟาดปากแกให้ดู” เพราะเขานั้นพริ้วเกินคาด ไม่ว่าจะด้วยอายุหรืออะไรก็แล้วแต่ ลิสตัน เสียเชิงมวยในการดวลกับเคลย์ครั้งนั้นโดยแท้จริง

เคลย์ มีฟุตเวิร์กที่คล่องแคล่วดั่งที่ถูกตั้งฉายาว่า “พริ้วเหมือนผีเสื้อ ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง” ขณะที่ ลิสตัน เองก็ได้รับรู้ว้า เวลาลงจากที่สูงของเขามาถึงแล้วด้วยนักมวยรุ่นน้องคนนี้ ลิสตัน ต่อยไม่โดน จนต้องเปลี่ยนวิธีการสู้ในยกต่อ ๆ มาเพื่อเป็นฝ่ายตั้งเกมรับบ้าง ปล่อยหมัดให้น้อยลง และใช้การดักชกแทน แต่ดูเหมือนว่ามันไม่มีผลอะไร อาลี ในช่วงเวลาที่พีกที่สุด แม้จะโดนชกบ้าง แต่ก็ยังเหนือชั้นและกลายเป็นฝ่ายคุมเกม จนราคาบ่อนพนันต้องปรับให้เขาเปลี่ยนจากมวยรองมาเป็นมวยต่อระหว่างไฟต์เลยทีเดียว

ลิสตัน มีอาการหอบ และเริ่มเจ็บสะสมที่ไหล่ขวา อาจจะเกิดจากการชกวืดมากเกินไป หรืออาจจะเกิดจากการโดนอาลีกระทุ้งหมัดใส่ตลอด 6 ยก ? … ไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ ๆ ก่อนที่ระฆังยกที่ 7 จะดังขึ้น ฝั่งพี่เลี้ยงของ ลิสตัน ก็เลือกที่จะโยนผ้าขาวเพื่อยอมแพ้ โดยให้เหตุผลว่า ลิสตัน เจ็บไหล่จนไม่สามารถสู้ต่อได้

นั่นคือการแพ้ครั้งแรกของ ลิสตัน นักฆ่าบนสังเวียน … เดิมทีเขาเป็นคนอารมณ์ร้อน มีปัญหาในการควบคุมมัน จนถึงขั้นที่เคยมีคดีอาชญากรรมติดตัว ทั้งการทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือการใช้ความรุนแรงอื่น ๆ ซึ่งการแพ้ครั้งแรกในชีวิตอาจจะไปปลุกสัญชาติญาณบางอย่างในตัวของเขาขึ้นมา จากนั้น ลิสตัน ก็จมอยู่กับความแค้นที่พ่ายให้กับ เคลย์ จนนับวันรอการล้างแค้นแบบอดใจไม่ไหว … ทว่าน่าเสียดายที่ความแค้นนั้นมันกัดกินเขามากเกินไป

 

Read More

รถเหล็กเฮทีเคโอยก2ศึกจิตรเมืองนนท์

เหลี่ยมจัด’เพชรสมิหลา’คว้าชัยศึกพุ่มพันธุ์ม่วง

รถเหล็ก จ้าวทะเลทอง เหงื่อยังไม่ทันซึมก็ได้สร้อยทองจาก เสี่ยแขก พี.เค. ไปใส่แล้ว เตะเจาะยางเอาชนะมวยแทน กรังด์ปรีซ์น้อย พิทักษ์ป่าผาแดง แค่ยกสองเท่านั้น ในการชกคู่เอก ศึกจิตรเมืองนนท์ ที่เวทีราชดำเนิน ส่วนคู่รอง รณชัย สันติอุบล หมดฟอร์มยอดมวยลุมพินี พ่ายแต้ม เขี้ยวพยัคฆ์ จิตรเมืองนนท์ หลุดลุ่ย

เพชรสมิหลา เกียรติเจริญชัย ขึ้นมาเดินสาดแข้งปล้ำในตีเข่าสู้กับแข้งซ้ายของ ชายหล้า สารวัตรเป๋มหาไถ่ อย่างสนุกใน 3 ยกแรก ทว่ายกท้ายๆ เป็นทาง เพชรสมิหลา เดินปล้ำในตีเข่าได้อย่างเนื้อๆ เน้นๆ ทั้งนั้น ก่อนที่จะบิดเหลี่ยมจน ชายหล้า เสียรูปเสียเหลี่ยม ครบ 5 ยก เพชรสมิหลา เป็นฝ่ายชนะคะแนนลงมาอย่างสนุก ในการชกเป็นคู่เอกนำรายการ ‘ศึกพุ่มพันธุ์ม่วง’ เมื่อวันอังคารที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ เวทีมวยลุมพินี

ธนเดชฮึดพลิกแซงคู่เอกศึกเพชรวิเศษ

วันชัย เกียรติหมู่9 เล็กกว่าเดินหน้าสู้เข่าแลกกัน ธนเดช ท.พราน49 กันอย่างสนุกคู่คี่ แต่ทว่าหมดสี่ยก ราคา วันชัย กลับต่อไกล ถึง 10-1 เซียนมวยตะโกนขี้โกงเพราะดูว่าราคาแพงเกินไป ทว่ายกสุดท้าย ธนเดช อาศัยความใหญ่ เดินเบียดเข่าเด้งตีคาเชือกเนื้อๆ เน้นๆ เหมาได้เกือบทั้งยก แต่ครบยกราคายังอยู่ที่วันชัย ต่อถึง 3-1 สุดท้ายกรรมการรวมคะแนน กลับชูให้ ธนเดช เป็นฝ่ายเอาชนะคะแนนไปได้ 2-1 เสียง ในการชกเป็นคู่เอกนำรายการ ศึกเพชรวิเศษ เมื่อวันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 ณ เวทีมวยราชดำเนิน

เพชรสายฟ้าเฮแต้มขาดคู่เอกมวยดีวิถีไทย

ฟ้าสะท้าน ราชานนท์ เคยแพ้มา แต่หนนี้มานิ่งเหลือเกิน ถอยดักต่อยหมัดจนทำเอา เพชรสายฟ้า ส.จ.วิชิตแปดริ้ว ซึมไปหลายที แถมวงในฟ้าสะท้านไล่แขนจนทำเอาเพชรสายฟ้าตีไม่ได้ ฟ้าสะท้านดักเตะดักเสียบคุมเกมเอาไว้ได้อย่างดี ครบยกเป็นทางด้านฟ้าสะท้านเอาชนะคะแนนไปขาดลอยล้างตาสำเร็จ ในการชกเป็นคู่เอกนำรายการ ศึกมวยดีวิถีไทย ช่อง NBT เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559 ณ เวทีมวยนานาชาติรังสิต

Read More

อีกคืบ.. “ONE vs. UFC” มวยกรงข้ามวงการ *คาดว่า*

 ชาตรี ศิษย์ยอดธง ประธานจัดการแข่งขันมวยลูกกรงเบอร์ 1 ของเอเชีย “วัน แชมเปียนชิพ” ส่งสัญญาณท้าดวล ดาน่า ไวท์ 

     เจ้าพ่อมวยกรงเบอร์ 1 ของโลก UFC เพื่อร่วมกันจัดศึกมวยกรงข้ามวงการ “ONE vs. UFC” เพื่อพิสูจน์ความแข็งแกร่งบนสังเวียนกรงเหล็กก่อนหน้านี้ ชาตรี โพสต์ข้อความลงทวิตเตอร์ แท็กชื่อหา ดาน่า ไวท์ บอสใหญ่ของ UFC มาเจรจาถึงการจัดศึกข้ามวงการว่า “ผมพร้อมอ้าแขนรับสุดยอดการแข่งขันระหว่าง ONE vs UFC ใครอยากได้บ้าง?”ขณะที่ “ปลาย” จิติณัฐ อัษฎามงคล ประธานจัดการแข่งขัน วัน แชมเปียนชิพ ที่เมืองไทย ซึ่งมีโอกาสทำงานร่วมกับ ชาตรี บ่อยครั้ง เป็นตัวแทนพูดถึงที่มาที่ไปของแผนการจัดศึกมวยกรงสะท้านวงการ ที่เปรียบดังเป็นการปะทะกันระหว่าง “เบอร์ 1 แห่งฝั่งตะวันออก” กับ “เบอร์ 1 แห่งตะวันตก”จิติณัฐ เผยเรื่องนี้ว่า “อย่างที่เรารู้กันว่า UFC คือเจ้าแห่ง MMA ฝั่งโลกตะวันตก ก่อนหน้านี้พวกเขามอง ONE ว่าเป็นเพียงโปรโมเตอร์เล็กๆ ไม่คู่ควรมาร่วมงานกัน แต่ปัจจุบันในรอบ 10 ปี มวย ONE ของเราก็เติบโตขึ้นต่อเนื่องจนเป็นที่รู้จักทั้งในเอเชีย รวมถึงได้สิทธิ์ถ่ายทอดสดไปที่อเมริกาแล้ว”

“เมื่อเห็นว่าองค์กร ONE เติบโตขึ้นในหลายมิติ ทั้งเรื่องจัดการแข่งขัน การเติบโตทางธุรกิจ ที่หลายมิติเองก็เหนือกว่า UFC ไปแล้ว ทำให้ ชาตรี เลยคิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่ ONE กับ UFC สองสุดยอดรายการ MMA ของฝั่งตะวันออก และตะวันตก ควรเกิดการครอสโอเวอร์ จัดการแข่งขันร่วมกัน”
“ที่ผ่านมา เราเคยได้ยินว่าผู้บริหารของ UFC ยังมองว่าเร็วเกินไปที่ ONE จะโคจรมาเจอกับพวกเขา แต่เมื่อพิจารณาดูเหตุการณ์ในอดีต จะเห็นว่าทั้งสองค่ายมีการแลกเปลี่ยนนักสู้ข้ามฟากมาหลายครั้ง อย่าง ดิมิเทรียส จอห์นสัน ก็ย้ายจาก UFC มาอยู่กับเรา ส่วน เบน แอสเกรน ที่เคยเป็นแชมป์โลกฝั่ง ONE ก็ย้ายไป UFC” “สิ่งที่ยากคือ UFC เป็นองค์กรที่มีความแข็งแกร่งในตัวเอง สังเกตว่าเขาจะไม่ค่อยจัดงานร่วมกับใคร จัดอีเวนต์ของตัวเองอย่างเดียว แต่หลังจากมีไฟต์ข้ามวงการระหว่าง คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ ที่เป็นนักสู้ของ UFC ไปต่อยไฟต์ข้ามวงการกับ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ นักชกจอมไร้พ่ายมาแล้ว ผมก็คิดว่า ONE กับ UFC ก็มีโอกาสจะได้มาเจอกัน ถ้าคุยกันลงตัว”

ทั้งนี้ จิติณัฐ มองว่าหากไฟต์ข้ามวงการของสององค์กรมวยกรงอันดับ 1 แห่งฝั่งตะวันออก กับตะวันตก โคจรมาเจอกันนั้นเกิดขึ้นจริงและเจรจากันลงตัวเรียบร้อย ก็คาดว่าจะจัดได้ราวปี 2023 เพราะต้องรอให้สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ของทั่วโลกคลี่คลายไปหมดเสียก่อน และน่าจะมีการกำหนด กฏ กติกา มารยาท ให้กับนักชกทั้งสองค่าย เพื่อหาจุดลงตัวร่วมกัน

 

Read More