นีล ลายเฟอร์ ช่างกล้องผู้อยู่เบื้องหลังภาพถ่ายกีฬาดีที่สุดในรอบ 100 ปี

มูฮัมหมัด อาลี กำลังยืนคร่อมใครสักคนที่นอนหมดสภาพอยู่บนเวที ปากของเขากำลังคำรามด้วยความสะใจ รูปนี้ถือเป็นรูปที่มีคนจดจำได้มากที่สุดในวงการกีฬา และถูกยกย่องให้เป็นภาพถ่ายเกี่ยวกับกีฬาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์  

องค์ประกอบภาพที่ครบถ้วน อารมณ์ของภาพที่สื่อออกมาได้ชัดเจนจนไม่ต้องแปลความหลายรอบนี่ไม่ใช่การจัดฉาก มันเป็นการชกกันจริง ๆ ในไฟต์ชิงแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวตระหว่าง อาลี กับ ซอนนี่ ลิสตัน ภาพที่ใช้เวลาแค่ 0.1 วินาทีในการลั่นชัตเตอร์ ที่มีเบื้องหลังจากการทำงานหนักของช่างภาพคนหนึ่งผู้บันทึกวินาทีประวัติศาสตร์นั้นได้  ที่มาและที่ไปของภาพใบนี้เป็นเช่นไร

ขณะที่ มูฮัมหมัด อาลี ณ เวลานั้นยังใช้ชื่อเดิมคือ แคสเซียส เคลย์ นักมวยดาวรุ่งพุ่งกระฉูด ขึ้นชกอาชีพไฟต์แรกเมื่อปี 1960 หลังคว้าเหรียญทองโอลิมปิก และไม่เคยแพ้ใครเลยมาตลอด 4 ปี เก็บคู่แข่งเรียบด้วยการน็อคเอาต์ถึง 75% (ชก 20 ไฟต์ ชนะ 20 ไฟต์, น็อคเอาต์ 17 ครั้ง) ทุกอย่างดีหมด ติดอย่างเดียว … ไม่มีแชมป์โลกคาดที่เอวเหมือนกับ ลิสตันในขณะที่ทั้งโลกเริ่มสงสัย ถ้า 2 คนนี้มาเจอกันใครจะเป็นผู้ชนะ ศึกสดบดเก๋าครั้งนี้ มีแฟนมวยเรียกร้องมาอย่างยาวนาน มันเปรียบได้กับการเจอกันของคลื่นสองลูก หมัดเก๋าเจ้าสังเวียนอย่าง ลิสตัน ปะทะกับ ดาวดวงใหม่ใส่ไม่ยั้งอย่าง เคลย์ นั่นเอง สิ่งที่ทำให้ไฟต์นั้นมันสนุกและเป็นไฟต์ที่แฟนมวยรอคอย คือ เคลย์ ดันเป็นนักมวยที่ปากดีสุดขีด ไร้ซึ่งสัมมาคารวะ ไม่มีการเคารพแชมป์เก่าใด ๆ ทั้งสิ้น เขามั่นใจมากว่า ลิสตัน จะต้องจมดินถ้าเจอกับมวยสมัยใหม่อย่างเขา นั่นทำให้ เคลย์ พูดจายั่วยุ ลิสตัน เสมอ “แชมป์โลกอะไรหน้าทุเรศแบบนั้น ถ้าหล่ออย่างผมล่ะว่าไปอย่าง” อาลี ว่าเช่นนั้น ก่อนจะต่อด้วยการยั่วยุอีกไม่รู้จบ “ไอ้ลิสตันนี่มันอย่างกับหมีอัปลักษณ์ มันมีดีแค่ตัวใหญ่อย่างเดียว ไม่มีฝีมือห่าอะไรหรอก พูดจาเท่ ๆ ก็ไม่เป็น ให้ขึ้นชกก็ไม่ได้เรื่อง ผมว่ามันควรไปเข้าคอร์สเรียนการสนทนาใหม่ แล้วก็ไปหายิมดี ๆ ฝึกฝีมือให้มากกว่านี้หน่อย รับรองเถอะถ้าได้ชกกับผม ไอ้หมอนี่มันจะต้องรู้ซึ้งเลยว่าสิ่งที่มันเคยรู้มาคือบทเรียนที่มั่วซั่วที่สุด

ส่วน ลิสตัน ไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก แชมป์อย่างเขาเก่งจริงไม่ได้ยกเมฆ มวยบุกขวัญใจคนดู และมักใช้หมัดตอบแทนการแทรชทอล์คเสมอ ซึ่งก่อนไฟต์นั้นจะเริ่มขึ้น เขาบอกกับ เคลย์ ผ่านสื่อเพียงประโยคสั้น ๆ ว่า “ไอ้เด็กน้อยคนนี้คือผู้ถือเงินล้านมามอบให้ผม สิ่งเดียวที่ผมภาวนา คือขอให้เขาอย่าเป็นอะไรไปเสียก่อนที่วันชกจะมาถึง” ลิสตัน ตอบกลับแบบแชมเปี้ยนขณะที่สื่อต่าง ๆ คาดการณ์กันว่า ลิสตัน ที่ป้องกันแชมป์โลกมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง คว่ำคนดังและโคตรมวยเฮฟวี่เวตในยุค 60s อีก 1 คนอย่าง ฟลอยด์ แพทเทอร์สัน มาอีก 2 หน จะสามารถน็อกเอาต์ แคสเซียส เคลย์ ได้ภายในเวลาไม่เกิน 3 ยก … “หากใครในโลกนี้บอกว่า ไมค์ ไทสัน มีดวงตาของนักฆ่า ผมอยากจะบอกว่า ซอนนี่ ลิสตัน คือยิ่งกว่านั้น เขามีสายตาที่ดุร้ายและทำให้คุณรู้สึกว่าชายคนนี้ไร้ซึ่งจุดอ่อน … ผมไม่สนว่าคุณจะเก่งมาจากไหน แต่ถ้าคุณอยู่ต่อหน้า ลิสตัน และถูกเขาจ้องด้วยสายตานั้น รับรอง ตัวคุณจะหดจิ๋วเหลือแค่ 2 ฟุตชัวร์ป๊าด” นี่คือสิ่งที่ แฮโรลด์ คอนราด โปโมเตอร์ในยุคที่ ไมค์ ไทสัน กำลังดังในช่วงปลายยุค 80s ว่าถึงความโหดของ ลิสตัน … นั่นแหละที่ทำให้ไฟต์นี้มันน่าดูหมอนี่เก่งเกินไปอย่างไรก็ตามการเจอกันในปี 1964 เคลย์ ได้แสดงตัวตนของเขาชัดเจนมากเมื่อเหยียบเวที “ข้าไม่ได้เก่งแต่ปาก แต่ข้าจะฟาดปากแกให้ดู” เพราะเขานั้นพริ้วเกินคาด ไม่ว่าจะด้วยอายุหรืออะไรก็แล้วแต่ ลิสตัน เสียเชิงมวยในการดวลกับเคลย์ครั้งนั้นโดยแท้จริง

เคลย์ มีฟุตเวิร์กที่คล่องแคล่วดั่งที่ถูกตั้งฉายาว่า “พริ้วเหมือนผีเสื้อ ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง” ขณะที่ ลิสตัน เองก็ได้รับรู้ว้า เวลาลงจากที่สูงของเขามาถึงแล้วด้วยนักมวยรุ่นน้องคนนี้ ลิสตัน ต่อยไม่โดน จนต้องเปลี่ยนวิธีการสู้ในยกต่อ ๆ มาเพื่อเป็นฝ่ายตั้งเกมรับบ้าง ปล่อยหมัดให้น้อยลง และใช้การดักชกแทน แต่ดูเหมือนว่ามันไม่มีผลอะไร อาลี ในช่วงเวลาที่พีกที่สุด แม้จะโดนชกบ้าง แต่ก็ยังเหนือชั้นและกลายเป็นฝ่ายคุมเกม จนราคาบ่อนพนันต้องปรับให้เขาเปลี่ยนจากมวยรองมาเป็นมวยต่อระหว่างไฟต์เลยทีเดียว

ลิสตัน มีอาการหอบ และเริ่มเจ็บสะสมที่ไหล่ขวา อาจจะเกิดจากการชกวืดมากเกินไป หรืออาจจะเกิดจากการโดนอาลีกระทุ้งหมัดใส่ตลอด 6 ยก ? … ไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ ๆ ก่อนที่ระฆังยกที่ 7 จะดังขึ้น ฝั่งพี่เลี้ยงของ ลิสตัน ก็เลือกที่จะโยนผ้าขาวเพื่อยอมแพ้ โดยให้เหตุผลว่า ลิสตัน เจ็บไหล่จนไม่สามารถสู้ต่อได้

นั่นคือการแพ้ครั้งแรกของ ลิสตัน นักฆ่าบนสังเวียน … เดิมทีเขาเป็นคนอารมณ์ร้อน มีปัญหาในการควบคุมมัน จนถึงขั้นที่เคยมีคดีอาชญากรรมติดตัว ทั้งการทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือการใช้ความรุนแรงอื่น ๆ ซึ่งการแพ้ครั้งแรกในชีวิตอาจจะไปปลุกสัญชาติญาณบางอย่างในตัวของเขาขึ้นมา จากนั้น ลิสตัน ก็จมอยู่กับความแค้นที่พ่ายให้กับ เคลย์ จนนับวันรอการล้างแค้นแบบอดใจไม่ไหว … ทว่าน่าเสียดายที่ความแค้นนั้นมันกัดกินเขามากเกินไป

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *